ก่อนจะลืม กับ 12 Angry Men

posted on 12 Dec 2009 11:51 by fontiar  in AndDaLaw

12 Angry Men เป็นหนังเรื่องที่ 4 ในบรรดาหนังที่เอามาคุยกันในห้องเรียน ตัวหนังเล่าเกี่ยวกับการดำเนินคดีอาญากับเด็กชายคนหนึ่งที่ต้องสงสัยว่าฆ่าพ่อตัวเอง ภายใต้ระบบศาลของอเมริกันที่ใช้ระบบลูกขุน การตัดสินว่าเด็กชายมีความผิดหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับว่าลูกขุนทั้งสิบสองคนนั้นเชื่ออย่างไร และหากลูกขุนทั้งสิบสองคนมีมติเอกฉันท์ว่าเด็กชายผิดจริงเด็กชายก็ต้องรับโทษประหารชีวิต 

ท่ามกลางการดำเนินคดีในระบบคอมมอนลอว์ที่ไม่มีตัวบทเป็นหลักยึด เหล่าคณะลูกขุนจึงจำเป็นต้องใช้ความคิด เหตุผล หรืิอแม้แต่คอมมอนเซนต์ในการตัดสินชะตาชีวิตคนๆ หนึ่ง 

ด้วยพยานหลักฐานมัดตัว...เด็กชายย่อมเป็นผู้กระทำผิด

ด้วยเด็กชายมาจากสลัม มีโอกาสก่ออาชญากรรมสูงกว่าคนทั่วไป...เด็กชายย่อมเป็นผู้กระทำผิด

ด้วยเคยถูกลูกชายทำร้าย เด็กทั่วไปก็มีโอกาสทำร้ายบุพการีเช่นกัน...เด็กชายย่อมเป็นผู้กระทำผิด

หลากหลายเหตุผลที่ทำให้เชื่อว่าเด็กชายทำผิดจริง แต่มีเหตุผลเดียวของลูกขุนคนเดียวที่ตัดสินให้เด็กชายพ้นผิด นั่นคือ หากเด็กชายไม่ได้ผิดจริง อย่างน้อยเขาก็ไม่ต้องรับโทษประหารชีวิต

เป็นเหตุผลที่เพียงพอ?

ก็เป็นสิทธิของลูกขุนคนนั้น ระบบลูกขุนก็ไม่ได้ต้องการให้ลูกขุนนั่งพิจารณาอย่างละเอียดลอออยู่แล้ว แค่คุณเห็น แล้วคอมมอนเซนต์(ภายใต้ความรับผิดชอบต่อสังคม)ของคุณเชื่ออย่างไร

จากการตัดสินคดีในเรื่อง เราก็มุ่งหมายให้ความยุติธรรม/แก้แค้น ให้กับผู้เสียหาย จนบางทีก็ลืมไปว่าความยุติธรรมไม่ได้มีด้านเดียวมุมเดียว ความยุติธรรมสำหรับผู้ต้องหามักเป็นเรื่องที่คนมองไม่เห็น หลายครั้งการมุ่งแก้แค้นให้กับผู้เสียหาย ก็กลายเป็นการใส่ร้าย/ลงโทษคนดีไป ไม่ใช่แค่ว่าคนๆ นั้นจะทำผิดจริงหรือไม่เท่านั้น แต่รวมถึงผิดแล้วสมควรลงโทษเพียงไรนั่นก็ด้วย

ในการตัดสินคดีอาญา ผู้ต้องสงสัยจะถูกสันนิษฐานไว้ก่อนว่าไม่มีความผิด (น่าแปลกที่มีกฎหมายบางมาตรา ในบางประเทศ กำหนดให้ เมื่อศาลรับคำร้องให้ผู้นั้นออกจากตำแหน่งไว้ก่อน) ซึ่งหากไม่มีพยานหลักฐานมัดตัวจนสิ้นข้อสงสัยแล้ว ผู้นั้นก็ยังคงเป็นผู้ไม่มีความผิด 

อนึ่ง อาจารย์เคยบอกไว้ "ปล่อยคนผิดไปร้อยคน ดีกว่าจับผู้บริสุทธิ์เข้าคุกหนึ่งคน" แถมท้ายไว้อีกนิดว่า "การที่คุณจับคนดีเข้าคุกคนหนึ่ง คุณไม่กลัวหรือ?" ก็กลัวค่ะ กลัวจนถึงบัดนี้เลย กับเวรกรรมฉันก็กลัวบ้างนะ แต่ไอ้การลงโทษคนดีเนี่ยมันให้ผลเร็วกว่ากรรมอีก ไม่ต้องรอชาติหน้าเลย ซึ่งจริงๆ แล้วที่อาจารย์บอกมามันก็ไม่ใช่หลักกฎหมายอะไร ไม่ได้หมายความว่าปล่อยคนผิดไปร้อยคนแล้วจะจับคนดีเข้าคุกหนึ่งคนได้ แต่เป็นการเตือนให้นักศึกษาระวังในการตัดสินคดีมากกว่า (ได้ยินอย่างนี้แล้วฉันรู้สึกดีขึ้นมาทันทีว่าไม่ต้องตัดสินใคร ยกเว้นแต่ในข้อสอบ อิอิ) 

 

สำหรับกระบวนการยุติธรรมที่มีหน้าที่อำนวยความยุติธรรม ไม่ใช่เีพียงขั้นตอนของการตัดสินคดีเท่านั้นที่เป็นตัวตัดสินว่าเป็นธรรมจริงหรือไม่ แต่อีกด้านหนึ่ง (ที่ทำให้ฉันกังขา มากๆ) ที่เรามักไม่ค่อยเห็นกันก็คือการสืบหาพยานหลักฐาน อันเป็นการหาสิ่งของ/บุคคลขึ้นมายันกันในข้อเท็จจริง ว่าความจริงของใครจริงกว่า ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญมากๆ ในการพิจารณาคดี อย่างที่ศ.พิเศษ จรัญ ภักดีธนากุลได้ให้ความเห็นไว้ว่า 

"กฎหมายลักษณะพยานหลักฐานเป็นสาขาวิชากฎหมายที่สำคัญยิ่งสาขาหนึ่ง เพราะจะต้องใช้ในการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาข้อเท็จจริงในทางอรรถคดีทุกเรื่อง ระบบกฎหมายของประเทศใดมีหลักเกณฑ์กติกาและพัฒนาการในทางกฎหมายลักษณะพยานหลักฐานที่ได้มาตรฐานและทันสมัยเพียงใด ระบบกฎหมายของประเทศนั้นย่อมจะอำนวยความยุติธรรมให้แ่ก่ประชาชนได้ดียิ่งขึ้นเพียงนั้น" 

ไม่อย่างนั้นก็จะกลายเป็นเอาหลักฐานเท็จขึ้นมามัดตัวผู้บริสุทธิ์ เมื่อการสืบพยานหลักฐานไม่มีประสิทธิภาพ กระบวนการยุติธรรมย่อมไม่สามารถอำนวยความยุติธรรมได้ (หรือได้ก็ยากเต็มทน) 

แต่ปรากฏว่าพยานหลักฐานในเรื่องนี้...คณะลูกขุนต้องมานั่งถกกันเองเจ้า แหม...นี่ถ้าดูแบบใกล้เคียงความจริงหน่อยละก็ เรื่องนี้คงจบตั้งแต่ยกมือกันครั้งแรกแล้ว ก็ปล่อยให้คนดูก็อึ้งกันไป

 

เราพูดคุยกันต่อเรื่องระบบลูกขุน อันนี้หลากหลายความคิดเห็นมาก และ...ฉันว่าแล้ว คำถามนี้ต้องมา

ประเทศไทยควรใช้ระบบลูกขุนหรือเปล่า?

อันนี้ขอตอบในมุมของตัวเองนะ (เป็นความอัดอั้นตันใจที่ไม่ได้ตอบในห้อง T_T) สำหรับตัวเองแล้วเห็นด้วยกับเพื่อนที่ว่า กระบวนการยุติธรรมที่มีหน้าที่ชี้ขาดว่าอะไรถูกอะไรผิด มันไม่ใ่ช่ความถูกผิดของตัวผู้พิพากษา แต่มันคือความถูกผิดที่สังคมคนทั่วไปก็สามารถเห็นและยอมรับได้

แต่...อยู่ในเงื่อนไข ความถูกผิดที่ว่านั้นคือการตัดสินถูกผิดได้จากคอมมอนเซนต์ (กฎหมายชาวบ้าน - มันมาอีกแล้ว ๕๕๕) 

หากเราพูดถึงกฎหมายแบบนิติ ก็จะมีกฎหมายชาวบ้านที่เกิดจากค่านิยม ประเพณี ศีลธรรม เป็นอะไรที่สามารถตัดสินชี้ถูกผิดได้ด้วยเหตุผลธรรมดาๆ แบบนี้เราคิดว่าให้คนธรรมดาเข้ามามีส่วนในการตัดสิน เรารับได้ แต่สำหรับกฎหมายของนักกฎหมายและกฎหมายเทคนิคนั้นเราเห็นว่าไม่ควรใช่ระบบนี้ เพราะนอกจากสถาบันยุติธรรมจะมีหน้าที่ระงับข้อพิพาทด้วยการชี้ขาดแล้ว ยังต้องอาศัยความแน่นอนของกฎที่บังคับใช้ด้วย ไม่ใช่ว่าวันนี้ทำสัญญากับคนนี้(ด้วยเงื่อนไขความซับซ้อนแบบนี้)กฎหมายรับรอง อีกวันทำแบบเดียวกัน(ด้วยเงื่อนไขความซับซ้อนแบบเดียวกัน)กับอีกคนหนึ่งกฎหมายไม่รับรองแล้ว มันก็ค่อนข้างแย่นะ ชีวิตไม่มีความแน่นอนเอาเสียเลย

อนึ่ง การให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม/ถ่วงดุล เราคิดว่าเป็นความคิดที่ดี แต่ต้องไม่ทำลายคุณค่าของสถาบันนั้นๆ (ความจริงคือกลัวไม่มีงานทำ ฮา) อย่างกฎหมายอาญาเราเห็นว่าควรใช้ระบบลูกขุน แต่กฎหมายแพ่ง-พานิชย์ หรืออะไรที่มันเป็นเทคนิคก็ไม่ควรใช้

 

จากการคุยกันในห้อง บวกกับการอ่านบทวิจารณ์ของเพื่อนๆ (อิอิ) รวมถึงตัวเองและเพื่อนนิติคนอื่นๆ ที่เคยคุยๆ กันมา ก็ปรากฎว่าเรามักมองระบบคอมมอนลอว์ในแง่ลบ แต่เราคิดว่ามันก็เป็นมายาคติอีกชุดหนึ่ง (ซึ่งก็เพิ่งรู้เมื่อไม่นานมานี้เอง ๕๕๕)

เรามักมองว่าระบบคอมมอนลอว์ไม่มีประมวลใช้ ผู้พิพากษาสามารถตัดสินคดีความได้โดยใช้หลักเหตุผลส่วนตนล้วนๆ ไม่มีการจำกัดอำนาจใดๆ ทั้งสิ้น แต่ความจริงมันไม่ใช่ ถึงแม้ระบบคอมมอนลอว์จะไม่ใช้ประมวลเป็นหลัก แต่ผู้พิพากษาจะผูกพันอยู่กับคำพิพากษาเก่าๆ หรือตามลำดับชั้นของศาล (ชั้นต้น-อุทธรณ์-ฎีกา) คือข้อเท็จจริงเหมือนกันต้องพิพากษาเหมือนกันและตัดสินตามศาลสูงกว่า ยิ่งนานวันก็ยิ่งมีหลักมารองเต็มไปหมดเลย การสร้างกฎหมายใหม่ก็จะลดลง แบบนี้ผู้พิพากษาในระบบคอมมอนลอว์สามารถใช้วิจารณญาณได้น้อยกว่าระบบซิวิลลอว์เสียอีก

เมื่อซัมเมอร์ที่่ผ่านมาฉันก็ค้นพบสาเหตุหนึ่งที่ก่อให้เกิดมายาคติกับตัวเอง เมื่อกลับไปเปิดหนังสือเรียนกฎหมายเล่มแรกดูแล้วปรากฎว่าเมื่อผู้เขียนเปรียบเทียบระบบกฎหมายคอมมอนลอว์กับซิวิลลอว์ ผู้เขียนเปรียบเทียบกับทัศนคติต่อประมวลกฎหมายเจ้า

คือซิวิลลอว์ยึดประมวลเป็นหลัก คอมมอนลอว์ยึดคำพิพากษาเป็นหลัก แล้วก็ตามมาด้วยซิวิลลอว์ตีความประมวลแบบยืดหยุ่นยึดตามเจตนารมย์ของกฎหมาย ส่วนคอมมอนลอว์ตีความอย่างเคร่งครัด อะไรประมาณนี้ คือเปรียบเทียบกับทัศนคติต่อประมวลที่ระบบเราถือว่าเป็นสิ่งสูงสุด ที่ต้องกอดไว้แน่นๆ นะ ไม่แน่นก็ตก ขณะที่ระบบคอมมอนลอว์เค้ามีทัศนคติต่อประมวลเป็นลบ เปรียบเทียบแบบนี้เราก็ต้องเห็นระบบคอมมอนลอว์ในแง่ลบอยู่แล้ว

ก็แอบคิดต่อเล่นๆ ว่าพวกคอมมอนลอว์เค้าจะเรียนกฎหมายเปรียบเทียบโดยใช้ทัศนคติต่อแนวคำพิพาษาบ้างหรือเปล่า อย่าง...คอมมอนลอว์ยึดคำพิพากษาเป็นที่่มาหลักของกฎหมาย ซิวิลลอว์ไม่ยึดคำพิพากษา คอมมอนลอว์ต้องเดินตามหลักกฎหมายของผู้พิพากษาอย่างเคร่งครัด ส่วนซิวิลลอว์ไม่ยึดถือตามแนวคำพิพากษาซึ่งเป็นเพียงตัวอย่างในการใช้กฎหมาย ไม่ผูกพันให้ต้องตัดสินตาม อะไรประมาณนี้

คิดไปคิดมาแล้วก็อาจจะเป็นทัศนคติของผู้เขียน ที่ไม่ใช่คนอื่นจะเห็นตาม เพียงแต่มันเป็นหนังสือเรียนก็เท่านั้น (จขบ.ซวยเองที่บังเอิญหยิบเล่มนี้มาอ่าน) ก็อาจจะเป็นเรื่องดี(มั้ง)ที่ให้นักศึกษายึดมั่นในระเบียบวิธีของซิวิลลอว์

แต่เมื่อเรียนมาครบสี่ปีแล้วนักศึกษาก็เหมือนโดนตบหัวว่า อ้าว สุดท้ายแล้วบ้านเรามันก็กึ่งซิวิลกึ่งคอมมอนนี่หว่า