Final1: จีนจะกลายเป็นเจ้าโลกได้หรือไม่
posted on 12 Mar 2008 20:00 by fontiar in EC362หลายปีมานี้ไม่ว่าจะมองไปทางใดประเด็นการค้าและความสัมพันธ์กับจีนก็ดูจะกลายเป็น Hot issue ไปทุกหนทุกแห่งเสียแล้ว และหากใครยังไม่เคยถูกตั้งคำถามดังกล่าว ก็คงต้องวานให้คนข้างตัวช่วยกระซิบเสียหน่อยว่า ‘ท่านช่างเชยอะไรเช่นนี้’ อีกทั้งยังสามารถบอกได้ว่าท่านยังไม่ได้พินิจพิเคราะห์จีนอย่างจริงๆ จังๆ สักเท่าไร (ด้วยเหตุนี้กระมังอาจารย์สุวินัยจึงเลือกคำถามนี้มาในเวลานี้)
จากคำถามนี้มีที่มาจากสภาพเศรษฐกิจอันร้อนแรงและความร้อนแรงของตัวผู้นำจีนเอง ที่เข็นนโยบายพัฒนาประเทศในด้านต่างๆ ออกมา ไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจ ด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและนวัตกรรม รวมถึงด้านการทหาร ที่เมื่อเหลือบไปดูแล้วก็เป็นตัวเลขหลายหลักอยู่เหมือนกัน จนหลายคนมองว่าจีนจะสามารถกลายมาเป็นมหาอำนาจได้ในเวลาไม่ช้าไม่นาน
แต่อย่างหนึ่งที่เราต้องพิจารณาให้มากเกี่ยวกับคำถามนี้คือ ถ้าเป็นเช่นนั้นแล้วผู้ที่เป็นมหาอำนาจอยู่ในปัจจุบันจะยอมได้หรือ?
ไม่ต้องเดากันไปมากมาย เพราะสหรัฐได้ออกมากล่าวไว้แล้วว่าจะไม่ยอมให้ใครก้าวขึ้นมาเป็นมหาอำนาจเหนืออเมริกาได้ ไม่...แม้แต่คิดจะก้าวขึ้นมาเทียบชั้น! เพียงแค่นี้ก็พอจะเห็นได้รางๆ แล้วว่ากว่าจะถึงฝั่งฝัน จีนจะต้องเผชิญชะตากรรมหนักหนาสาหัสเช่นไร
อย่างไรก็ดี ก่อนที่เราจะสรุปว่าจีนจะกลายมาเป็นเจ้าโลกได้หรือไม่นั้น เราควรจะหันมาดูจีนในหลายๆ ด้าน ก่อนที่จะไปตอบคำถามนี้ในท้ายที่สุด
เริ่มแรกเราจะมามองกันก็คือในด้านของการเมือง ความมั่นคง และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศระหว่างจีน ว่าที่เจ้าโลก? กับสหรัฐ เจ้าโลกในปัจจุบัน และประเทศน้อยใหญ่ที่เข้ามามีบทบาท
ภายหลังจากจีนได้เข็นนโยบายเปิดประเทศออกมา และตามมาด้วยนโยบาย 5 ข้อของการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ โดยเนื้อหาแล้วเป็นการสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างจีนกับสังคมโลก ซึ่งก็เป็นที่ประจักษ์ต่อสายตาชาวโลกแล้วว่า จีนไม่ได้เป็นพิษเป็นภัยกับสันติภาพในโลก ผิดกับสหรัฐที่มีนโยบายทั้งทางลับและเปิดเผยที่มิได้ตรงกับเจตนาที่ตนได้ประกาศไว้กับชาวโลก หากแต่มุ่งเน้นผลประโยช่น์ของชาติตนเป็นหลัก จนทำให้โลกเห็นคล้อยตามจีนว่า สหรัฐคือผู้ที่ถืออำนาจบาตรใหญ่เที่ยวข่มเหงรังแกประเทศเล็กประเทศน้อยเพื่อแสวงหาประโยชน์แห่งตนตามอำเภอใจ ฉากหน้าคือพันธมิตร ฉากหลังคือศัตรูที่จ้องหักหลังอยู่ตลอดเวลา
การที่จีนได้รับความเชื่อถือมาก ดังที่เห็นได้จากการสานสัมพันธ์กับประเทศในทุกภูมิภาคของโลก ก็ถือว่าเป็นอิทธิพลที่จีนค่อยๆ ขยายออกไปแทนที่สหรัฐ ในทุกภูมิภาคของโลกอย่างแท้จริง
ด้วยความเป็นมหาอำนาจของจีนที่เริ่มฉายแววมาตั้งแต่ต้นดังที่กล่าวมา จีนจึงได้รับการประเมินว่าเป็นภัยคุกคามอันดับหนึ่งในทุก ๆ ด้านของสหรัฐอย่างไม่ต้องสงสัย นโยบายปิดกั้นจีนจึงได้ถูกนำมาใช้ในที่สุด
มีการกล่าวกันว่าสหรัฐถึงกับลงทุนจัดฉากวินาศกรรมตึกเวิร์ดเทรดอันนำไปสู่สงครามต่อต้านการก่อการร้ายไว้เพื่อสยบจีนโดยเฉพาะ ภายใต้แผนการปิดล้อมแบ่งแยกแล้วย่อยสลาย ซึ่งภายหลังจากสงครามอิรักสหรัฐมีโอกาสจัดตั้งกองกำลังไว้ได้ในทุกประเทศทั่วโลกด้วยเหตุผลของสงครามต่อต้านการก่อการร้าย รวมถึงประเทสในแถบเอเชียกลางอันมีพรมแดนติดต่อกับจีนด้วย
สหรัฐพยายามใช้การปิดล้อมจีนในทางยุทธศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็นการดึงญี่ปุ่นผู้มีอดีตอันฝังใจกับจีนอยู่แล้ว ก็มีแนวโน้มที่จะเอนไปซบอกสหรัฐ เช่นเดียวกับในกรณีของไต้หวัน อันเป็นการปิดล้อมในทางฝั่งตะวันออกไปโดยปริยาย
ในทางใต้ สหรัฐได้สานสัมพันธ์ไว้ทั้งกับอินโดนีเซีย อันเป็นแหล่งพลังงานชั้นดีหากต้องเกิดสงครามขึ้นในภูมิภาคนี้ ฟิลิปปินส์และไทยที่เป็นทั้งฐานทัพอากาศและแหล่งเสบียงให้กับกองทัพ รวมถึงอินเดียและพม่าที่จะเป็นตัวปิดกั้นจีนออกสู่มหาสมุทรอินเดีย หากแต่แผนการนี้ก็ยังไม่สมบูรณ์ไปเสียทีเดียว เนื่องจากผลประโยชน์ในทางเศรษฐกิจยังทำให้ประเทศต่างๆ ยังต้องการผูกสัมพันธ์กับจีนอยู่มาก
อีกทั้งหลายประเทศที่มีฐานกองกำลังสหรัฐในแถบเอเชียกลางตามแนวชายแดนที่ติดอยู่กับจีนก็เริ่มจะไม่พอใจกับกองกำลังสหรัฐ ที่ทำไมไม่กลับไปเสียที ซึ่งปัจจัยต่างๆ เหล่านี้ก็ทำให้แผนปิดล้อมแบ่งแยกแล้วย่อยสลายของสหรัฐนี้จะอยู่ไปได้นานสักเพียงใด
แต่สงครามอิรักที่กล่าวไปนั้นก็ยังทำให้สหรัฐหันกลับไปพัฒนาเทคโนโลยีกองทัพอีกครั้ง ซึ่งแน่นอนว่าในส่วนนี้จีนไม่มีทางเทียบได้อย่างแน่นอน แม้ว่าจะเพิ่มงบประมาณกองทัพในปีที่ผ่านมาในสัดส่วนที่มากที่สุดในประวัติศาสตร์ก็ตาม
ส่วนในด้านเศรษฐกิจ หลังจากที่จีนมีการเปลี่ยนแปลงทางความคิดที่มีต่อเศรษฐกิจและสังคมโดยประธานเติ้งเสี่ยวผิงแล้ว จีนก็เริ่มเปิดเสรีในทางการค้า ได้มีการใช้กลไกตลาดเข้ามาช่วยในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศแทนการวางแผนจากส่วนกลาง อาศัยการลงทุนจากต่างประเทศเป็นตัวเร่งการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างได้ จากที่เคยหันหลังให้กับโลก ก็ได้กลับลำมาเผชิญหน้าอย่างเต็มตัว และนับตั้งแต่นั้นก็ทำให้จีนมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ร้อนแรงเป็นที่น่าจับตา เฉลี่ยร้อยละ 9 ต่อปีมาเป็นเวลาสิบกว่าปี ซึ่งจัดว่าเป็นมหัศจรรย์ในประวัติศาสตร์มนุษยชาติที่พบได้ยาก
และด้วยกลยุทธ์ด้านการลดต้นทุนจากทุกอุตสาหกรรมทั่วโลก ทำให้ประชากรกว่า 1 ใน 4 ของโลกจากพื้นฐานของความยากจน ได้กลายมาเป็นปัจจัยสำคัญในอุตสาหกรรมการผลิต จีนได้กลายมาเป็นโรงงานผลิตสินค้าที่สำคัญของโลกภายในเวลาไม่นาน รายได้ประชากรต่อหัวเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัวภายในเวลาเพียง 25 ปี ในขณะที่ประชากรโลกก็ได้บริโภคสินค้าในราคาถูก การผลิตของจีนจึงมีบทบาทมากในการกดเงินเฟ้อของโลกให้ต่ำลง ท่ามกลางวิกฤตต่างๆ จีนสามารถผ่านมันมาได้โดยที่ไม่กระทบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศมากนัก ไม่ว่าจะเป็นวิกฤตการเงินเอเชียเมื่อ 1997 หรือจะเป็นโรคซาร์ก็ตาม
แต่จีนก็เป็นเพียงโรงงานประกอบสินค้าเท่านั้น ไม่ได้อยู่ในฐานะเจ้าของเทคโนโลยีที่จะสามารถกุมชะตากรรมของโลกได้ ถึงกับเคยกล่าวด้วยความขมขื่นว่า กว่าที่เราจะซื้อเครื่องบินจากสหรัฐได้ลำหนึ่งนั้น ต้องแลกมาด้วยหยาดเหงื่อลูกหลานจีนที่ผลิตถุงเท้ากี่ล้านคู่กัน
แม้ชาติตะวันตกจะเข้ามากอบโกยผลประโยชน์จากจีนไปมากมาย แต่รัฐบาลจีนเองก็ไม่ใจดีพอจะเป็นฝ่ายให้แต่เพียงฝ่ายเดียวแน่นอน ทุกวันนี้หากจีนต้องการจะซื้อเครื่องบินจากสหรัฐสักลำ จีนก็ตัดสินใจซื้อเลย แต่มีข้อแม้ว่าจะต้องมาประกอบในจีนเท่านั้น
จะเห็นได้ว่าจีนไม่ได้ขัดข้องหากต่างชาติจะมากอบโกยผลประโยชน์จากจีน หากแต่สิ่งที่จีนต้องการคือเทคโนโลยี
หลายปีที่ผ่านมาจีนได้ก้มหน้าก้มตาสะสมเทคโนโลยีในทุกๆ ด้าน ไม่ว่าจะคิดค้นขึ้นมาเอง หรือร่วมทุนกับต่างชาติ หรือแม้แต่การควบรวมกิจการกับบริษัทยักษ์ใหญ่ระดับโลก ซึ่งเทคโนโลยีเหล่านี้จะกลายมาเป็นที่พึ่งได้ในยามที่จีนก้าวเข้าสู่ยุคหลังอุตสาหกรรม (ยุคที่การผลิตสินค้าอุตสาหกรรมอิ่มตัว ในยุคที่ค่าแรงในจีนไม่ได้ถูกที่สุดอีกต่อไป และมีการก้าวเข้ามาแย่งตลาดจากประเทศกำลังพัฒนาอื่นๆ เช่นประเทศในแถบละตินอเมริกา) และเป็นรากฐานที่จะผลักดันตัวเองไปสู่ตำแหน่งผู้นำของโลกในอนาคต
ไม่น่าแปลกใจเลยหากจะคาดการณ์ว่าจีนจะกลายเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในโลกในอนาคต ซึ่งถึงแม้มหาอำนาจอย่างสหรัฐจะขัดข้องใจไปบ้าง แต่เศรษฐกิจของสหรัฐก็จำต้องพึ่งพาเศรษฐกิจจีนอยู่มาก ทั้งในด้านของการเป็นแหล่งผลิตราคาถูกที่สามารถลดต้นทุนให้การผลิตได้ รวมถึงการผลิตสินค้าราคาถูก อันเป็นการกดเงินเฟ้อภายในประเทศให้ต่ำไว้ อานิสงฆ์ตามมาด้วยเงินเฟ้อโลกที่ถูกกดให้ต่ำเช่นกัน
อย่างไรก็ดี สินค้าราคาถูกจากจีนก็ก่อให้เกิดปัญหาการขาดดุลการค้ามากมายในสหรัฐในอีกทางหนึ่ง สหรัฐเองก็ต้องออกมากดดันจีนกลายๆ ให้ปล่อยค่าเงินหยวนให้เป็นไปตามกลไกตลาด รวมถึงการดิสเครดิทจากสินค้าเช่นของเล่นที่ผลิตจากจีนด้วย
ในด้านสังคม จีนในวันนี้ได้เน้นความเป็นทุนนิยมมากขึ้น สิ่งที่ตามมาเป็นของแถมที่ผู้บริโภคไม่ต้องการก็คือความเป็นลัทธิบริโภคนิยม
หลายคนกล่าวถึงการสร้างเนื้อสร้างตัวแบบคนจีนไว้ว่า ในรุ่นแรก พวกเขามีเพียงเสื่อผืนหมอนใบ อดออมและขยันขันแข็งจนสร้างเนื้อสร้างตัวได้สำเร็จ ถัดมาในรุ่นที่สอง จะเป็นผู้ที่คอยรักษาทรัพย์สมบัตินั้นไว้ หากแต่ในรุ่นที่สาม พวกเขาก็จะใช้จ่ายแทนรุ่นพ่อแม่ปู่ย่า
ที่ผ่านมาเรากำลังเห็นจีนรุ่นแรกช่วยกันสร้างเนื้อสร้างตัวขึ้นมา แต่วัยรุ่นจีนในปัจจุบันก็พยายามใช้จ่ายมันออกไป วัยรุ่นหลายๆ คนพยายามใส่ความเป็นตะวันตกให้กับตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้าหน้าผม หรือแม้แต่ไลฝ์สไตล์ จนรัฐบาลจีนออกอาการเป็นห่วงเป็นใยอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว ซึ่งสิ่งนี้ก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่มหาอำนาจควรจะมี การส่งออกวัฒนธรรม ที่ตอนนี้จีนยังไม่มี
อย่างไรก็ดี จากที่กล่าวมาจะเห็นได้ว่าประเทศที่ทำให้มหาอำนาจอย่างสหรัฐวิตกจริตได้มากมายขนาดนี้ ย่อมมีความเป็นไปได้ไม่มากก็น้อยที่จะกระโดดขึ้นมาเทียบชั้น หรือแซงหน้าพญาอินทรีตัวนี้ แต่การดำเนินกลยุทธ์ของสหรัฐก็ทำให้การผงาดขึ้นมาเป็นเจ้าโลกของจีนท่ามกลางขั้วมหาอำนาจในปัจจุบันกลายเป็นเพียงแสงแห่งความหวัง ที่กระพริบติดๆ ดับๆ ให้เห็นอยู่เพียงรำไรๆ เท่านั้น ด้วยพญามังกรยังคงอ่อนชั้นเชิงนัก ไหนเลยจะตามลูกเล่นแพรวพราวของอเมริกาได้ทัน (ซึ่งแม้แต่คนทั้งโลกก็ยังถูกหลอกมามากต่อมากแล้ว) และแน่นอนว่าพญาอินทรีตัวนี้ก็ย่อมไม่ต้องการให้ใครกล้าชิงบัลลังก์ของตัวไปได้ ซึ่งหากสุดท้ายแล้วไม่เป็นไปตามที่คาดไว้ ขุมกำลังทางทารอันเข้มแข็งก็ยังมีให้เลือกเป็นไพ่ตายใบสุดท้าย และเหตุผลเพื่อสันติภาพของโลกอีกมากมายก็จะถูกขุดขึ้นมา ด้วยการแสดงลีลาดราม่าอย่างแนบเนียนชำนิชำนาญเช่นในสงครามอิรัก พญามังกรก็เหมือนโดนเด็ดปีก ตอกฝาโลง หือไม่ขึ้นอีกต่อไป
ทว่าแสงแห่งความหวังที่กระพริบติดๆ ดับๆ ให้เห็นอยู่เพียงรำไรๆ นั้น อย่างไรก็คือความหวัง ซึ่งก็เป็นสิ่งที่สามารถหวังได้ จีนยังมีโอกาสที่จะก้าวขึ้นมาเป็นมหาอำนาจได้หากอเมริกาพลาดท่าสะดุดขาตัวเอง หรือหมดความชอบธรรมในการเป็นผู้นำต่อไป
อย่างไรก็ดี หากสถานการณ์เป็นเช่นนั้น ก็ใช่ว่าจีนจะผงาดขึ้นมาเป็นเจ้าโลกได้เลยในทันทีทันใดไม่ จีนเองก็คงต้องพิสูจน์ตัวเองต่อประชาคมโลกต่อไปว่า ตนเองจะสามารถจัดการกับขั้วอำนาจต่างๆ ในโลกได้อย่างไร ตนเองเหมาะสมแค่ไหนที่จะมายืนในตำแหน่งนั้น ซึ่งแน่นอนว่า ไม่ใช่เรื่องที่ง่ายเลย ระหว่างนี้จีนเองก็ต้องเร่งพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ ให้กับโลกใบนี้ และเตรียมพร้อมกระชับสัมพันธ์สร้างบารมีให้กับตัวเองไปพลางๆ ก่อน พร้อมกับภาวนาให้วันนั้น ได้มาถึงในเร็ววัน
*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*
แหล่งอ้างอิง
- แผนพิชิตมังกร (เล่มนี้อ่านสนุกมาก ชอบค่ะ ลองหาอ่านดูนะ เปิดมุมมอง)
- ซุนวู กับ ๙/๑๑ http://www.thaimisc.com/freewebboard/php/vreply.php?user=mscc2&topic=343 (เว็บนี้เนื้อหายาวมาก อ่านอย่างสนุกสนาน แต่ทราบแล้วก็สลดกันเลยทีเดียว แต่ก็เปิดมุมมองเหมือนกันค่ะ)
edit @ 12 Mar 2008 20:21:06 by +Fontiar+